Pun ZeepongsekulLet's Connect
พาย Pun Zeepongsekul, Performance MarketerPun Zeepongsekul/6 mins

Google Ads เผางบไปเยอะแต่ Leads ไม่มาสักที ปัญหาอาจอยู่ตรงนี้

PerformanceApr 30, 2026

สรุปใจความสำคัญ

ถ้าคุณยิง Google Ads มาสักพักแล้วยังไม่เห็น Leads ปัญหามักไม่ได้อยู่ที่ว่าเลือก Keyword ผิด แต่อยู่ที่ Campaign Structure ที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นการรวม Keyword ไว้ใน Group เดียว ปล่อย Match Type เป็น Broad หรือไม่เคยทำ Negative Keyword เลย สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุจริงที่ทำให้งบโฆษณารั่วโดยไม่รู้ตัว

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่เริ่มทำ Google Ads เองแล้วยังไม่เห็น Leads สักที คุณไม่ได้อยู่คนเดียวครับ

คำถามที่คนส่วนใหญ่ถามตัวเองในจุดนั้นคือ "ควรยิง Keyword อะไรดี?" แต่จากประสบการณ์ที่ผมได้เข้าไปช่วยดู Performance Campaign ให้หลายธุรกิจ โดยเฉพาะ B2B สิ่งที่ทำให้งบโฆษณารั่วจริงๆ มักไม่ใช่แค่ "เลือก Keyword ผิด" แต่คือการที่ Campaign Structure และ Setup ไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น

ทำไม Google Ads ถึงไม่มี Leads? 4 ปัญหาที่เจอบ่อยที่สุด

1. นึก Keyword เองทั้งหมดโดยไม่ใช้ข้อมูลจริง

หลายคนเปิด Google Ads แล้วเริ่มต้นด้วยการนึก Keyword ขึ้นมาเองจากหัว ซึ่งไม่ผิดครับ แต่มันมักทำให้พลาดคำค้นหาที่ลูกค้าจริงๆ ใช้อยู่ และบางคำนั้นอาจมี Potential มากกว่าที่คาดไว้มาก การนึกเองโดยไม่ดูข้อมูลก็เหมือนการเดาตลาดล้วนๆ ครับ

2. รวมทุก Keyword ไว้ใน Ad Group เดียวกัน

นี่คือ Pattern ที่ผมเห็นบ่อยมากครับ…Keyword หลายสิบคำถูกยัดรวมไว้ใน Group เดียว ไม่ว่าจะมี Intent ในการค้นหา ต่างกันแค่ไหนก็ตาม

เช่นการรวม Keyword ที่ค้นหาข้อมูลทั่วไป (เช่น เครื่อง CNC คืออะไร) เข้ากับ Keyword ที่ค้นหาเกี่ยวกับบริการ (เช่น โรงกลึงใกล้ฉัน)

ปัญหาคือ Google ไม่รู้ว่าโฆษณาของคุณควรจะตอบโจทย์ "ใคร" กันแน่

เมื่อ Intent ปนกัน โฆษณาก็ไปแสดงกับคนที่หลากหลายเกินไป งบก็ไหลไปกับ Keyword กว้างๆ ที่คนค้นหาเยอะ แต่ไม่ได้ตรงกับสิ่งที่คุณขายจริง

3. ไม่เคยทำ Negative Keyword เลย

นี่คือสิ่งที่แพงที่สุดครับ…

เมื่อไม่มี Negative Keyword โฆษณาของคุณจะไปแสดงกับคนที่ค้นหาสิ่งที่ไม่เกี่ยวกันเลย เช่น คนหางาน คนหาของฟรี คนที่แค่ค้นหาข้อมูลทั่วๆ ไป พวกเขาคลิกโฆษณา คุณเสียเงินไปโดยที่ไม่มีทางได้ Leads กลับมาเลย

นอกจากนี้ระบบ AI ของ Google ยังใช้ข้อมูล Conversion เพื่อ Optimize แคมเปญด้วย ถ้าคลิกที่มาส่วนมากเป็นคนที่ "ไม่ใช่" ระบบก็จะเข้าใจผิด และพาโฆษณาไปหาคนแบบนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

4. ปล่อย Match Type เป็น Broad Match โดยไม่ได้ตั้งใจ

Broad Match ไม่ใช่ของเสียนะครับ แต่มันต้องการ Negative Keyword List ที่แข็งแรงมากรองรับ

ถ้าคุณยิง Broad Match โดยที่ไม่มี Negative Keyword ประกอบ มีความเสี่ยงสูงมากที่โฆษณาจะไปปรากฏในคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจคุณเลย จากที่ผมลองมาหลายแคมเปญ มันชอบไปโผล่ในที่ที่ไม่คาดคิดครับ

วิธีเริ่มต้น Google Ads ใหม่ให้ถูกต้อง 4 ขั้นตอนที่ใช้ได้ทุกธุรกิจ

ถ้าแคมเปญเก่าของคุณรันมานาน เริ่มรก เริ่มเละ ไม่รู้ว่างบหายไปกับอะไร และอยากเริ่มต้นใหม่ให้ถูกต้อง ผมแนะนำให้ทำตาม 4 ขั้นตอนนี้ครับ ซึ่งใช้ได้กับทุกธุรกิจ ไม่ใช่แค่ B2B

1. หา Keyword จากข้อมูลจริง ไม่ใช่จากความรู้สึก

ไม่จำเป็นต้องซื้อ Tools แพงๆ ครับ แค่ใช้ Keyword Planner ที่มีอยู่แล้วใน Google Ads Account ก็พอ

เข้าไปดูว่าคนจริงๆ ค้นหาอะไร ใช้คำไหน ค้นหามากน้อยแค่ไหน และมีการแข่งขันสูงไหม ข้อมูลตรงนี้มักให้คำที่คุณไม่เคยนึกถึงออกมาเยอะมากครับ

2. เช็ก Search Intent ก่อนเสมอ

นี่คือขั้นตอนที่หลายคนข้ามไป แต่มันสำคัญมากครับ

ก่อนจะเพิ่ม Keyword เข้าแคมเปญ ให้เอาคำนั้นไปลอง Search ใน Google ดูก่อน แล้วสังเกตว่า ผลลัพธ์ที่ขึ้นมาเป็นเว็บประเภทไหน? เป็น Landing Page ขายสินค้า บริการ เว็บข่าว เว็บหางาน หรือบล็อกข้อมูลทั่วไป?

ถ้าคุณให้บริการที่ปรึกษาด้านการตลาด แต่พอค้น Keyword นั้นแล้วเจอแต่เว็บสมัครงาน — แปลว่าคนส่วนมากที่ค้นหาคำนี้กำลังหางานอยู่ ไม่ใช่มองหาบริการครับ ถ้ายิง Ads ด้วย Keyword นี้ ก็อาจมีคนทักมาสมัครงานด้วยก็ได้

Search Intent คือ Filter ขั้นแรกของการตัดสินใจทุก Keyword

3. จัดกลุ่ม Keyword ตาม Intent ไม่ใช่ตามหมวดหมู่

แทนที่จะรวม Keyword ทุกอย่างที่เกี่ยวกับ "บริการ" ไว้ด้วยกัน ให้แยก Ad Group ตาม ความต้องการของคนค้นหา เช่น

  • กลุ่มคนที่ "กำลังมองหาบริการอยู่" ใช้ Keyword แบบ High Intent เช่น "รับยิงแอดราคา" หรือ "จ้างทำ Google Ads"
  • กลุ่มคนที่ "กำลังเปรียบเทียบ" ใช้ Keyword แบบ Comparison เช่น "Google Ads vs Facebook Ads"
  • กลุ่มคนที่ "กำลังหาข้อมูล" ยังไม่พร้อม Convert อาจต้องประเมินใหม่ว่าคุ้มไหม เช่น “Google Ads ดียังไง?”

สังเกตเห็นอะไรมั้ยครับ…

เมื่อแต่ละ Group มี Intent ชัด โฆษณาและ Landing Page ก็สามารถตอบโจทย์คนกลุ่มนั้นได้ตรงกว่ามาก

4. ใช้ Phrase หรือ Exact Match และทำ Negative Keyword เสมอ

สำหรับคนที่อยากคุม Traffic Quality ผมแนะนำให้เริ่มจาก Phrase Match หรือ Exact Match ก่อนครับ มันช่วยให้โฆษณาของคุณแสดงในคำค้นหาที่ใกล้เคียงกับที่คุณตั้งใจไว้มากกว่า Broad Match มาก

และที่สำคัญ “อย่าลืม Negative Keyword” เพิ่มคำที่คุณ "ไม่ต้องการ" ให้โฆษณาแสดงผล เช่น

  • สมัครงาน, หางาน กันคนหางานออก
  • ฟรี, ราคาถูก กันคนที่ไม่ได้ตั้งใจซื้อออก
  • คืออะไร, วิธีทำ กันการค้นหาทั่วไปที่ยังไม่พร้อมซื้อ

ทุกครั้งที่ใส่ Negative Keyword เพิ่ม แปลว่าคุณกำลังบอก Google ว่า "คนแบบนี้ไม่ใช่ลูกค้าของฉัน ไม่ต้องส่งโฆษณาให้เขา" ซึ่งช่วยประหยัดงบและทำให้ระบบ AI เรียนรู้ได้เร็วขึ้นด้วยครับ

สิ่งที่ Google Ads ต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่การ "วิ่งไปหา"

ถ้ามองจากภาพใหญ่ เป้าหมายของการค้นหาบน Google คือ การเป็นคำตอบ ให้กับ สิ่งที่คนค้นหา

แต่การเป็นคำตอบนั้น มันไม่ใช่แค่การวิ่งเข้าหาทุก Keyword ที่เกี่ยวข้องครับ มันต้องกรองสิ่งที่ไม่เกี่ยวออกไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นคำค้นหาที่ไม่ตรง Intent ที่ไม่เกี่ยว หรือแม้แต่กลุ่มคนที่ไม่ใช่ลูกค้าของคุณ

นั่นแหละครับคือเหตุผลที่ต้องปรับ Match Type ต้องทำ Negative Keyword และต้อง Search ดูก่อนว่า Intent มันใช่ไหม เรื่องพวกนี้มันคือ Fundamental ของการทำ Marketing บน Google Search ทั้งแบบ SEO และ SEM

ผมคือ Digital Growth Partner ที่มองเป้าหมายเดียวกับคุณ

ติดต่อทางไลน์เพื่อเริ่มต้นได้เลยทันที

Trusted by 10+ Businesses