สรุปใจความสำคัญ
- Conversion คือการกระทำของกลุ่มเป้าหมายที่องค์กรกำหนดว่ามีคุณค่า เช่น การโทร ส่งฟอร์ม จองนัด หรือซื้อสินค้า
- Conversion เป็นคำกลางที่ช่วยให้ Marketing, Sales และผู้บริหารสื่อสารบนความหมายเดียวกัน
- ธุรกิจหนึ่งสามารถมี Conversion หลายระดับ แต่ต้องแยกให้ชัดว่าแต่ละตัวบอกอะไร
จากประสบการณ์ทำงานด้านการตลาดและโฆษณาออนไลน์ ผมมองว่า Conversion คือ Term หรือคำกลางที่องค์กรตกลงใช้ร่วมกันว่า กิจกรรมใดของลูกค้าที่เราถือว่ามีคุณค่า ไม่ได้หมายถึงยอดขายเสมอไป
Conversion คืออะไร?
Conversion คือการกระทำเฉพาะของลูกค้าที่ธุรกิจกำหนดว่ามีคุณค่า เช่น การซื้อสินค้า, การกดโทร, การกรอกฟอร์ม หรือกดปุ่มติดต่อ
คำว่า “ธุรกิจกำหนด” คือส่วนสำคัญ เพราะไม่มีกฎตายตัวว่าการกดปุ่มหนึ่งครั้งจะต้องถูกนับเป็น Conversion ของทุกองค์กร ร้านค้าออนไลน์อาจนับการซื้อ ขณะที่ธุรกิจ B2B อาจนับการส่งฟอร์มหรือการได้ Qualified Lead
ดังนั้น Conversion จึงไม่ใช่คุณสมบัติที่ติดอยู่กับกิจกรรมใดโดยอัตโนมัติ แต่เป็น สถานะที่องค์กรมอบให้กับกิจกรรมนั้น เพื่อให้ทุกทีมวัดและสื่อสารผลลัพธ์บนความหมายเดียวกัน
ทำไม Conversion จึงสำคัญต่อธุรกิจ?
ปัญหาที่ผมพบบ่อยในฐานะที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์คือ แต่ละทีมพูดถึง Conversion คนละตัว เช่น Marketing โฟกัสคนกรอกฟอร์ม ส่วน Sales สนใจคนที่นัดประชุมได้ คำว่า "ผลลัพธ์ที่ดี" ของแต่ละทีมเลยแตกต่างกัน เพราะมองกันคนละขั้นของ Customer Journey
การจำแนก Conversion ให้ชัดเจนและเป็นมาตรฐาน จึงสามารถช่วยให้การสื่อสารภายในองค์กรเป็นไปอย่างราบลื่น และลดความขัดแย้งภายในทีมได้ สามารถอ่านต่อได้ที่ ทำยังไงให้ Marketing และ Sales ทำงานร่วมกันได้อย่างราบลื่น
Conversion มีอะไรบ้าง?
Conversion แบ่งได้หลายแบบ แต่สำหรับการวางระบบพื้นฐาน ผมมักแยกตามระดับความใกล้กับเป้าหมายธุรกิจ
| ประเภท | ความหมาย | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
Micro Conversion | กิจกรรมระหว่างทางที่แสดงความสนใจ | ดูหน้าบริการ ดาวน์โหลดเอกสาร กดดูช่องทางติดต่อ |
Macro Conversion | กิจกรรมหลักที่ใกล้เป้าหมายธุรกิจ | ส่งฟอร์ม จองนัด สั่งซื้อ หรือผ่านเกณฑ์เป็น Qualified Lead |
เรายังแยกได้เป็น Online Conversion ที่เกิดบนเว็บหรือแอป และ Offline Conversion เช่น Lead ผ่านเกณฑ์ ได้รับใบเสนอราคา หรือปิดการขาย ซึ่งสำคัญกับ B2B และ High-ticket
หากสังเกตดีๆ การจำแนกประเภท Conversion ไม่มีสูตรตายตัว มันคือการวางระบบเพื่อให้องค์มีตัวชี้วัดที่ใช้ตัดสินใจร่วมกัน
ตัวอย่างการวาง Conversion ในการทำงานจริงมียังไงบ้าง?
ตัวอย่างที่ 1
ในการยิงแอดเพื่อ หาลูกค้าให้โรงกลึงที่ไม่มีทีมขาย การคลิกโฆษณายังไม่ใช่เป้าหมายหลักแต่คือ การที่คนกดติดต่อเข้ามาคือจุดที่ผมและ Partner มองร่วมกัน เราจึงนับจำนวนคนที่กดแอดไลน์ เป็น Conversion สำคัญที่ใช้วัดผลการทำโฆษณา Google Ads
ตัวอย่างที่ 2
หรือการยิงแอดใน Use Case สร้าง Lead Pipeline ให้ธุรกิจที่ปรึกษาก่อสร้าง ที่ผมทำ ซึ่งผมกับ Partner มองว่าการกดแอดไลน์นั้นไม่สามารถบ่งบอกคุณค่าได้อย่างชัดเจน เพราะพื้นฐานของ STABLE INTER มีทั้งคนที่แอดเข้ามาเพื่อสมัครงานหรือขายของ เราจึงเลือกนับคนที่กรอกฟอร์มรับใบเสนอราคาเป็น Conversion สำคัญในการวัดผล
วิธีกำหนด Conversion ที่ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้
ควรมองย้อนกลับมาจากเป้าหมายสูงสุดที่คุณต้องการ เพื่อจะได้รู้ว่ามี Action อะไรบ้างที่ลูกค้าต้องทำ
- เริ่มจากเป้าหมายธุรกิจ: ระบุก่อนว่าต้องการยอดขาย ลูกค้าใหม่ นัดหมาย หรือ Qualified Lead
- กำหนด Action ที่สะท้อนความคืบหน้า: เลือก Action ที่ลูกค้าจะต้องทำ เพื่อเชื่อมไปหาเป้าหมายนั้นได้จริง
- กำหนดวิธีนับและค่าของ Conversion: ป้องกันการนับซ้ำ และไม่ตีความทุก Action ว่ามีคุณค่าเท่ากัน
เราจะ Track Conversion บนช่องทางออนไลน์ได้อย่างไร?
โดยปกติแล้วเว็บไซต์หรือแอปจะมีการบันทึกพฤติกรรมของ Users เป็น Event อยู่แล้ว เราต้องมีเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบนั้นเอง เช่น Google Analytics, Microsoft Clarity หรืออื่นๆ
ในการติดตั้งสามารถทำได้หลายวิธี บางเครื่องมือสามารถเชื่อมต่อกับเว็บไซต์ได้อัตโนมัติ แต่วิธีที่ผมแนะนำคือการใช้ Google Tag Manager เป็นตัวกลางในการจัดการ Tracker ทั้งหมด
เพราะเราสามารถควบคุม Standard การทำงานได้ และเห็นทุก Tracker จากทุกช่องทางในหน้าจอเดียว
ตัวเลขจาก Google Ads, Google Analytics และ CRM อาจไม่เท่ากัน เพราะแต่ละระบบมีขอบเขตข้อมูล วิธีนับ และ Attribution ต่างกัน จึงควรตรวจว่าแต่ละระบบกำลังนับกิจกรรมเดียวกันหรือไม่
คำถามที่พบบ่อย
Conversion คือจำนวนครั้งที่กิจกรรมที่กำหนดเกิดขึ้น ส่วน Conversion Rate คือสัดส่วนของกิจกรรมหรือผู้ใช้ที่กลายเป็น Conversion
ไม่จำเป็น Conversion อาจเป็นการส่งฟอร์ม โทรหา จองนัด ดาวน์โหลดเอกสาร หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ธุรกิจกำหนดว่ามีคุณค่า
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ ควรเปรียบเทียบภายใต้นิยาม ช่องทาง ช่วงเวลา และคุณภาพผลลัพธ์ที่เหมือนกัน
ควรใช้ Action ที่สะท้อนเป้าหมายของแคมเปญและมีคุณค่าต่อธุรกิจ เช่น กรอกฟอร์ม หรือ กดปุ่มติดต่อ พร้อมแยก Primary ออกจาก Secondary เพื่อไม่ให้ระบบปรับแคมเปญจากสัญญาณที่ไม่ใช่เป้าหมายหลัก
แต่ละระบบอาจใช้ Attribution, Conversion Window, วิธีนับ และขอบเขตข้อมูลต่างกัน จึงควรตรวจนิยามและวิธีนับก่อนสรุปว่าระบบใดผิด
สามารถได้ แต่ถามว่ามีประสิทธิภาพมั้ย? คำตอบคือไม่ เพราะการคลิกมันแทบจะวัดคุณค่าทางธุรกิจได้ยากมาก เมื่อเทียบกับ การติดต่อ หรือการกรอกฟอร์ม


