Pun ZeepongsekulLet's Connect
พาย Pun Zeepongsekul, Performance MarketerPun Zeepongsekul/6 mins

เปลี่ยนปัญหาซับซ้อนสู่ Action Item ที่ Move Forward ได้จริง

ProductivityJun 2, 2026

สรุปใจความสำคัญ

เมื่อปัญหาดูซับซ้อนและไม่รู้ว่าควรเริ่มแก้จากตรงไหน ให้กลับมาดูที่ "สิ่งที่ควบคุมได้ และสร้าง Impact ได้สูงสุด" ก่อนเลย เพราะนั่นคือจุดที่ลงมือทำได้จริงและมีโอกาสสร้างผลลัพธ์มากที่สุดในระยะเวลาสั้น ปัญหาที่ดูใหญ่โตส่วนใหญ่ไม่ได้ซับซ้อนจริงๆ มันแค่ยังไม่ถูกแยกออกมาเป็นชิ้นเล็กๆ ที่จัดการได้

ทำไมถามว่า "ทำไม?" บ่อยเกินไปถึงไม่ช่วยอะไร

ในฐานะที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ผมเจอสถานการณ์นี้บ่อยมากครับ ทั้งจากตัวเองและจากลูกค้า คือพอเจอปัญหาปุ๊บ คำถามแรกที่วนอยู่ในหัวมักจะเป็น…

  • ทำไมยอดขายถึงไม่ดี?
  • ทำไมลูกค้าไม่ซื้อ?
  • ทำไมคู่แข่งขายดีกว่าเรา?

คิดวนกับคำถามพวกนี้นานแค่ไหน สุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบที่เอาไปทำอะไรต่อได้จริงๆ เพราะมันกว้างเกินไปมาก ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีข้อมูลรองรับ และที่สำคัญคือมันทำให้ความกังวลพอกขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มี Output ออกมาสักชิ้น

คำถามที่ดีกว่า จะพาคุณเข้าใกล้คำตอบโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่ผมเรียนรู้มาคือ คุณภาพของคำถามเป็นตัวกำหนดคุณภาพของคำตอบโดยตรง…แทนที่จะถามว่า "ทำไมยอดขายไม่ดี?" ลองเปลี่ยนเป็นคำถามเหล่านี้ดู

  • ยอดขายตกที่ช่องทางไหนที่หายไป Facebook Ads, Google Ads หรือจาก E-Commerce Platform
  • ลูกค้ากลุ่มไหนที่หายไป ลูกค้าใหม่หรือลูกค้าประจำ?
  • สินค้าตัวไหนที่ปิดการขายยากขึ้น?
  • ข้อมูลไหนยืนยันสิ่งที่เรากำลังกังวลอยู่ตอนนี้จริงๆ?
  • เรารู้ได้อย่างไรว่าคู่แข่งขายดีกว่าเรา?
คำถามที่ดีกว่าจะบังคับให้คุณไปหาข้อมูลจริง แทนที่จะนั่งเดา พอมีข้อมูล คุณก็จะเริ่มเห็นว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ไหน และควรเริ่มแก้จากตรงไหนก่อน

Framework ที่ผมใช้เมื่อเจอปัญหาที่ซับซ้อน

ผมใช้ Matrix 2x2 แบ่งปัญหาทุกเรื่องออกเป็น 4 กลุ่มตามระดับการควบคุมและระดับผลกระทบต่อ Project ซึ่งเป็น Crisis Management Method ที่ผมสร้างขึ้นมาเพื่อให้ผมและทีมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

High ImpactLow Impact
ควบคุมได้

Focus First

แก้ไขเรื่องตรงนี้ก่อน

Backup Plan

ใช้เป็นแผนสำรอง

ควบคุมไม่ได้

Influence Now

ทำให้คนที่เกี่ยวข้องรับรู้ถึงผลกระทบ

Good Bye

อย่าไปเสียเวลาเด็ดขาด

คำว่า “ควบคุมได้ High Impact รึยัง?” จึงเป็นเหมือนประโยคเด็ดที่ผมและทีมมักจะใช้มาแซวกันเวลาเกิดปัญหา (ถือว่าเป็นการแซวกันเล่นๆ ที่มีประโยชน์ในสถานการณ์ขับขันครับ 5555)

1. ควบคุมได้ + High Impact -โฟกัสก่อนเลย

ยกตัวย่าง Action Item ในบริบทของงาน Performance Marketing เมื่อยอดขายตกหรือจำนวน Leads ลดลง เช่น

  • ปรับ Offer ให้ตรงกับ Pain Point มากขึ้น
  • แก้ Landing Page ที่ Drop Rate สูง
  • เปลี่ยนข้อความโฆษณาที่ CTR ต่ำกว่า Benchmark
  • เร่ง Process Follow-up ลูกค้าให้เร็วขึ้น
  • ทำ A/B Test ในส่วนที่มีผลต่อ Conversion โดยตรง

สิ่งเหล่านี้ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอใคร และมีโอกาสเปลี่ยนผลลัพธ์ของ Project ได้จริง

2. ควบคุมได้ + Low Impact - ทำได้แต่อย่าเสียพลังมาก

เรื่องพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ควรใช้พลังงานเยอะในช่วง Crisis ผมเก็บไว้เป็น Backlog หรือ Quick Win สำหรับช่วงที่เรื่องสำคัญจัดการเรียบร้อยแล้ว เช่น ปรับ Copy เล็กน้อย, อัปเดตรูปภาพในแอด, จัดระเบียบ Naming Convention ใน Ads Manager

3. ควบคุมไม่ได้ + High Impact - Influence แทน Control

เรื่องพวกนี้เราสั่งตรงๆ ไม่ได้ แต่เราสามารถ Influence คนที่เกี่ยวข้องได้ เช่น

  • Raise ปัญหาให้ทีมและ Stakeholder เห็นตรงกัน
  • อธิบายให้ชัดว่าปัญหานี้กระทบธุรกิจยังไง
  • นำเสนอข้อมูลเพื่อให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจได้เร็วขึ้น

การทำให้คนที่ควบคุมสิ่งนั้นได้เห็นภาพเดียวกัน บางครั้งมันเร็วและมีพลังกว่าการรอให้ทุกอย่างแก้ไขได้เองมาก

4. ควบคุมไม่ได้ + Low Impact - ปล่อยผ่านให้เร็วที่สุด

นี่คือ Energy Drain ที่ร้ายที่สุดของคนทำงาน ยิ่งใช้เวลาคิดกับมัน ยิ่งหมดแรงโดยไม่ได้อะไรกลับมา ผมเรียนรู้ว่าต้อง “รับทราบ” แล้วปล่อยผ่านให้เร็ว แทนที่จะนั่งพยักหน้าเห็นด้วยแล้วก็ยังคิดวนอยู่กับมัน

ปัญหาที่ดูซับซ้อน แท้จริงคือ "Sum of Simple Problem"

ถ้ามองในภาพใหญ่ สิ่งที่ทำให้ปัญหารู้สึก "ซับซ้อน" ส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะมันยากจริงๆ แต่เพราะเรายังมองมันเป็นก้อนเดียวใหญ่ที่ยังไม่ได้แยกออกมา

พอเริ่มแยกมันออกด้วย Framework นี้ คุณจะเริ่มเห็นชัดว่า:

  • อะไรควรแก้ก่อน เพราะควบคุมได้และ Impact สูง
  • อะไรควรรอ เพราะ Impact ต่ำหรือยังไม่มีข้อมูลพอ
  • อะไรควรสื่อสาร เพราะ Impact สูงแต่ต้องให้คนอื่นขยับ
  • อะไรควรเลิกเสียเวลาด้วย เพราะทั้งควบคุมไม่ได้และไม่มีผลต่อ Project จริงๆ

ปัญหาซับซ้อนทุกชิ้นที่ผมเจอมา สุดท้ายมันก็แค่ผลรวมของปัญหาเล็กๆ ที่ถูกจัดการทีละชั้นทั้งนั้นเลยครับ

สรุป

เวลาเจอศึกหนัก สิ่งแรกที่ผมทำไม่ใช่การนั่งคิดว่า "ทำไม" แต่คือการแยกปัญหาออกให้ชัดก่อนว่าอะไรอยู่ในกลุ่มไหน จากนั้นโฟกัสแรงทั้งหมดไปที่ "ควบคุมได้ + High Impact" ก่อนเลย

มันไม่ได้แก้ทุกอย่างพร้อมกัน แต่มันทำให้รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน ซึ่งบางทีนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อเจอปัญหา

นึกถึงปัญหา นึกถึง "ควบคุมได้ + High Impact" ครับ

ผมคือ Digital Growth Partner ที่มองเป้าหมายเดียวกับคุณ

ติดต่อทางไลน์เพื่อเริ่มต้นได้เลยทันที

STABLE INTER logo
REVISE LIGHT SOLUTION logo mark
MMAX Thailand Authorized logo mark
Phrapradaeng Steel Pipe logo
M.A.P Manufacturing logo
Trusted by 10+ Businesses