Pun ZeepongsekulLet's Connect
พาย Pun Zeepongsekul, Performance MarketerPun Zeepongsekul/8 mins

ผมใช้ AI ในการสร้างเว็บไซต์นี้ได้ยังไง?

จากไอเดียทางธุรกิจสู่เว็บไซต์จริงใน 1 สัปดาห์ ด้วยการใช้ AI ในการพัฒนา แบบไม่มีพื้นฐานด้านการเขียน Code

Case StudySep 22, 2026
คนกำลังทำงานในไร่ข้าวโพดใต้ท้องฟ้ายามค่ำ พร้อมโลโก้ Gemini, ChatGPT และ Claude และข้อความ “ทำเว็บซะ”
1 WeekDevelopment100%Customizable120 HoursTime Saved

สรุปใจความสำคัญ

ผมได้มีโอกาสทดลองสร้างเว็บไซต์นี้ด้วยแนวคิด Vibe Coding โดยใช้ AI เข้ามามีส่วนในกระบวนการพัฒนาเกือบทั้งหมด ตั้งแต่การวางระบบ เขียน Code ไปจนถึง Deploy เว็บไซต์จริง

โจทย์ของโปรเจกต์ไม่ใช่เพียงการมีเว็บไซต์ส่วนตัว แต่คือการสร้าง Digital Infrastructure สำหรับ One-Person Business ที่มีต้นทุนเริ่มต้นต่ำ ปรับแต่งได้ตามต้องการ และสามารถขยายต่อไปพร้อมกับธุรกิจในอนาคต

ผลลัพธ์คือเว็บไซต์พร้อมระบบจัดการเนื้อหาที่พัฒนาและ Deploy ได้ภายใน 1 สัปดาห์ ใช้เวลาประมาณ 40 ชั่วโมง ประหยัดเวลาไปประมาณ 120 ชั่วโมง และสามารถต่อยอด Function ใหม่ได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วย Website Builder

Objective

ผมต้องการเว็บไซต์ที่ไม่ได้เป็นเพียง Portfolio สำหรับแสดงผลงาน แต่เป็น Foundation สำหรับอาชีพที่ปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ของผมในระยะยาว เพื่อให้ผมมีช่องทางในการหาลูกค้าใหม่เพิ่ม

  • สร้างพื้นที่บนอินเทอร์เน็ตที่เป็นของตัวเอง: ผมต้องการศูนย์กลางสำหรับรวบรวมผลงาน บทความ Use Case และองค์ความรู้ โดยไม่ต้องพึ่งพา Social Platform เพียงอย่างเดียว
  • AI คือหน้าต่างใหม่สู่ข้อมูล: ผมเชื่อว่าการค้นหาข้อมูลกำลังเปลี่ยนจาก Search Engine ธรรมดา ไปสู่การใช้ AI ในการค้นหาข้อมูลมากยิ่งขึ้น การมีเว็บไซต์จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ผมควรโฟกัส
  • Fully Customizable: เว็บไซต์ต้องสามารถต่อยอดเป็น Sales Page, Landing Page, Course, Marketing Tool หรือ Interactive Experience ได้อย่าเร็วที่สุดและไม่ถูกจำกัดด้วยเครื่องมือสำเร็จรูป
  • Dynamic Content: บทความ Project และ Service ควรเพิ่มจำนวนได้โดยใช้ Template เดิม แทนการสร้าง Code ใหม่เพื่อรองรับเนื้อหาใหม่ทุกครั้ง
  • One-Person Business: ผมต้องสามารถดูแล SEO, Content, Design และ Development ได้ด้วยตัวเอง โดยใช้ AI ลดงาน Execution ที่เดิมต้องพึ่ง Developer หรือ Agency

Challenge

แม้ No-Code และ Low-Code Website Builder จะช่วยให้สร้างเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้นมาก แต่เมื่อผมเทียบกับเป้าหมายระยะยาวแล้ว ผมพบว่าความง่ายไม่ได้หมายความว่าจะตอบโจทย์เรื่องต้นทุน ความเร็ว และความยืดหยุ่นเสมอไป

  • ยังต้องลงมือทำ Manual จำนวนมาก: ถึงไม่ต้องเขียน Code แต่การสร้างหน้า แก้ Layout และจัดการ Content จำนวนมากยังคงใช้เวลาของผมโดยตรง
  • มี Subscription Cost ต่อเนื่อง: Website Builder มักเพิ่มค่าใช้จ่ายรายเดือนหรือรายปีเข้ามานอกเหนือจาก Domain และ Infrastructure อื่น ๆ ทำให้เว็บไซต์ที่ยังไม่ได้สร้างรายได้ต้องมี Fixed Cost ที่สูงตั้งแต่วันแรก
  • ข้อจำกัดในการต่อยอด: หากวันหนึ่งผมต้องการสร้าง Function เฉพาะทาง หรือเชื่อมเว็บไซต์เข้ากับ AI Workflow ของตัวเอง Platform สำเร็จรูปอาจทำให้ต้องปรับตัวตามข้อจำกัดของระบบ
  • Maintenance ระยะยาว: หากสร้างทุกหน้าขึ้นมาแยกกัน เมื่อ Design หรือ Business Requirement เปลี่ยน การแก้ไขเว็บไซต์จำนวนมากจะกลายเป็นงานซ้ำซ้อน

โจทย์จึงไม่ใช่แค่ “ทำยังไงให้ผมสร้างเว็บได้ง่ายและเร็ว” แต่เป็น “ทำอย่างไรให้คนหนึ่งคนสามารถสร้างและดูแล Digital Infrastructure ของตัวเองได้”

Solution

ผมตัดสินใจทดลองสร้างเว็บไซต์ด้วย AI แบบ Vibe Coding โดยการประกอบร่าง Technology และ Framework ที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้ผมไม่ต้องเริ่มสร้างทุกอย่างจาก 0

โดยใช้ Sanity เป็น Framework ในการพัฒนาระบบหลังบ้าน และ Vercel เป็น Server หลักในการ Deploy

ตัวอย่างระบบหลังบ้าน

ตัวอย่าง Presentation Tools ของ Sanity Headless CMS
สามารถแก้ไขเนื้อหาหน้าเว็บได้อย่างอิสระ
ตัวอย่างการจัดการเนื้อหาบทความของ Sanity Headless CMS
พื้นที่ตรงกลางสำหรับทีมงานในการเข้ามาตรวจสอบเนื้อหา
ตัวอย่างการจัดการไฟล์ของ Sanity Headless CMS ที่ออกแบบขึ้นเอง
จัดการไฟล์รูปภาพและเอกสารได้อย่างครบวงจร

กระบวนการสำคัญ

  • AI-Assisted Development: ผมใช้ ChatGPT และ Gemini ร่วมกับ Antigravity IDE ในการแปลง Business Requirement ของผม ให้กลายเป็น Technical Implementation ตั้งแต่ Website Architecture, Design Component รวมไปถึงการตรวจบัค
  • Next.js + React: ผมเลือกโครงสร้างแบบ Component-Based เพื่อให้ส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ และสร้าง Dynamic Page จาก Template เดิมแทนการเขียนหน้าใหม่ทุกครั้ง
  • Headless CMS: เนื้อหาถูกแยกออกจาก Frontend ทำให้ผม สามารถเพิ่มบทความ Project และข้อมูลต่าง ๆ ผ่าน CMS โดยไม่จำเป็นต้องแก้ Code ของเว็บไซต์ทุกครั้ง
  • Vercel Deployment: เว็บไซต์ถูก Deploy บน Infrastructure ของ Vercel ที่รองรับ Workflow ของ Next.js โดยตรง ทำให้กระบวนการจากการแก้ Code ไปจนถึง Production สั้นลงมาก
  • Reusable Template: Project, Article และ Content Type ต่าง ๆ ถูกออกแบบให้ใช้ Schema และ Layout ร่วมกัน เมื่อเพิ่มข้อมูลใหม่ AI สามารถเข้าใจได้ทันที ประหยัด Token และลดอาการหลอน 555
แต่อย่าลืม...แก่นแท้จริงๆ ของเว็บไซต์ ไม่ใช่แค่การมีระบบสุดล้ำ แต่คือ "การสื่อสารข้อมูลธุรกิจ" เพื่อช่วยให้กลุ่มเป้าหมาย "ตัดสินใจ" เลือกเราได้ง่ายขึ้น

Outcome

ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของ Project นี้สำหรับผม ไม่ใช่แค่การได้เว็บไซต์ใหม่ 1 เว็บ แต่คือการได้ Infrastructure ที่ผมสามารถควบคุม ดูแล และนำกลับมาใช้สร้าง Marketing Activity ใหม่ได้ด้วยตัวเอง

ตัวอย่างผลงานเว็บไซต์ที่ Pun Zeepongsekul เป็นคน Vibe Code
  • ลดเวลาในการพัฒนาเหลือประมาณ 40 ชั่วโมง: จากเดิมที่ผมประเมินว่าเว็บไซต์ใน Scope นี้อาจต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือน หรือราว 160 ชั่วโมง ผมสามารถออกแบบ พัฒนา และ Deploy ได้ภายใน 1 สัปดาห์ ประหยัดเวลาไปประมาณ 120 ชั่วโมง
  • ลดต้นทุนระยะยาว: ผมไม่จำเป็นต้องจ้าง Developer ตั้งแต่เริ่มต้น และเลือกใช้ Free Tier ของ Infrastructure ที่เพียงพอกับเว็บไซต์ในช่วงแรก ทำให้ต้นทุนหลักที่ผมต้องจ่ายจริงมีเพียงค่า Domain ประมาณ 300 บาทต่อปี และค่า AI Subscription ในช่วงเดือนที่พัฒนาเพียง 1,400 บาท
  • ควบคุมเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง: ตั้งแต่ SEO, Content, Design ไปจนถึงการเพิ่ม Feature ใหม่ ผมสามารถปรับแก้ได้โดยไม่ต้องรอ Developer หรือ Depend on Agency ทุกครั้งที่ Business Requirement เปลี่ยน
  • สร้างหน้าหน้าใหม่ได้เร็วขึ้น: เมื่อมีโครงสร้างที่วางไว้แล้ว การสร้าง Sales Page, Landing Page หรือ Project Page ใหม่ ไม่จำเป็นต้องเริ่ม Design และ Development ใหม่ทั้งหมด แค่โยนข้อมูลให้เข้าไปให้ AI จัดการให้
  • Marketing Infrastructure: จากเดิมเว็บไซต์มีหน้าที่เป็น Portfolio ตอนนี้มันสามารถต่อยอดไปเป็นพื้นที่สำหรับ Performance Marketing เช่น SEO, AI Search, Lead Generation, Personalized Sales Page รวมถึง Marketing Tool อื่น ๆ ที่ผมอาจสร้างขึ้นในอนาคต

สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่เพียง “ผมสามารถสร้างเว็บไซต์ได้” แต่คือหลังจากมี Infrastructure นี้แล้ว ต้นทุนในการทดลอง Idea การตลาดใหม่ๆ ของผมลดลงทันที และที่สำคัญคือ “ผมไม่ต้องรอใคร”

Key Takeaway

เมื่อจบ Project นี้ผมเข้าใจเลยว่า…

คุณภาพ Output ของ AI ขึ้นอยู่กับ คุณภาพการคิดของคุณ

นั้นแปลว่า การ Vibe Code ไม่ได้แปลว่า "เราไม่ต้องรู้อะไรเลย" แต่เราควรเข้าใจองค์ประกอบของสิ่งที่เรากำลังสร้างอย่างลึกซึ้ง

  • First Principle Thinking: การเข้าใจว่า Output ที่เราต้องการมีองค์ประกอบอะไรบ้างจะช่วยให้เราสร้าง Output ที่มีคุณภาพ และตรงประเด็น ลดการปรับแก้จุกจิกระหว่างทาง
  • Document Everythingt: ก่อนพัฒนา ผมพบว่า Product Requirement Document สำคัญมาก เพราะเป็น Source of Truth ระหว่างความต้องการทางธุรกิจกับสิ่งที่ AI ต้องสร้าง
  • แปลง Business Requirement ให้เป็น Technical Requirement: ผมไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “ควรใช้ Framework อะไร” แต่เริ่มจากความต้องการ เช่น “เพิ่ม Project ใหม่โดยไม่สร้างหน้าใหม่” แล้วจึงค้นพบว่าต้องใช้แนวคิด Dynamic Page, Component และ CMS
  • มองหา Open Source ก่อนสร้างเอง: Component, Library และ CMS จำนวนมากมีคนแก้ปัญหาไว้แล้ว สิ่งสำคัญคือรู้ว่าอะไรควรสร้างเอง อะไรควรนำของที่มีอยู่มาใช้ และตรวจสอบ License ให้เหมาะสม
  • หลังบ้านสำคัญกว่าที่คิด: การวาง Content Schema, Metadata, URL Structure และความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลตั้งแต่ต้น มีผลต่อ SEO, AI Search และความง่ายในการขยายเว็บไซต์ในอนาคต
  • Security ต้องเข้าใจ Concept: AI ช่วยตรวจ Code ได้ แต่คนใช้งานควรเข้าใจรูปแบบในการ Hack และความเสี่ยงพื้นฐาน เพื่อรู้ว่าจะต้องให้ AI ตรวจสอบอะไร
  • รีบ Deploy ให้เร็ว: ความเข้าใจของผมเปลี่ยนไปมากหลังจากนำระบบขึ้น Production จริง เพราะผมเริ่มเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง Code, CMS, Hosting, Domain, Performance, Security และ SEO ตั้งแต่ต้นจนจบ
AI ไม่ได้ทำให้สมองฝ่อ…แต่มันเผยให้เห็นว่าคุณภาพการคิดของคุณเป็นแบบไหน

ทิ้งท้าย

หลังจาก Deploy เว็บไซต์นี้ออกมา ผมเริ่มมอง AI ต่างออกไป

ในอดีต ธุรกิจที่มี โรงงาน เป็นของตัวเองสามารถสร้างความได้เปรียบด้านการผลิตได้

สำหรับยุคถัดไป ผมมองว่าเรากำลังสามารถสร้าง Digital Factory ของตัวเอง ด้วยการใช้ AI เป็น Engine, Automation คือกระบวนการผลิต และ AI SKILL คือมาตรฐานการทำงาน และ Web Application คือตัวเชื่อมทุกสายพานเหล่านี้เข้าด้วยกัน

หน้าที่ของผมจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากการใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับ Execution สู่การ การมองหาโอกาส และออกแบบระบบเหล่านี้

ผมคือ Digital Growth Partner ที่มองเป้าหมายเดียวกับคุณ

ติดต่อทางไลน์เพื่อเริ่มต้นได้เลยทันที

STABLE INTER logo
REVISE LIGHT SOLUTION logo mark
MMAX Thailand Authorized logo mark
Phrapradaeng Steel Pipe logo
M.A.P Manufacturing logo
Trusted by 10+ Businesses